หน้าร้าน วิธีการชำระเงิน แจ้งการชำระเงิน สินค้าในรถเข็น บทความ คำถามที่ถามบ่อย ติดต่อเรา
สถิติร้านค้า
เปิดร้านเมื่อ : 20/01/2007
แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 05/07/2010
จำนวนครั้งที่ชม : 173541
จำนวนสินค้าในร้าน : 36

 ทะเบียนพาณิชย์
(1)2852/2538


หมวดสินค้า
จักรยานไฟฟ้า / รถจักรยานไฟฟ้า (10)
ชุดโม / ชุดคิต (1)
ทีดิน (5)
เครื่องตัดหญ้า (3)
รถกอล์ฟ (7)
รถ โกคาร์ท (2)
รถยนต์ (0)
สกูตเตอร์ไฟฟ้า (1)
คู่มือประกอบชุดโม (1)
ยานยนต์มือสอง (0)
สามล้อไฟฟ้า (6)
บริการของร้าน
หน้าร้าน
ข่าวสาร
เว็บบอร์ด
เอกสารสำคัญของร้านค้า
คำถามที่พบบ่อย
บทความน่าสนใจ
วิธีการชำระเงิน
แจ้งการชำระเงิน
ติดต่อเรา
หัวข้อ : ข่าวคราวเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า
ตอบกลับกระทู้นี้ , กลับสู่หน้าหลัก
ผู้ตั้ง รายละเอียด
Admin
ตอบเมื่อ :: 2008-05-02 18:34:31

มีข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าให้ติดตามคร้บ ดูได้ที่
http://www.oknation.net/blog/zokzak

ในขณะที่เราคอยรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ ใช้จักรยานไฟฟ้าได้เลยครับ ไม่ต้องวุ่นวายกับการจดทะเบียนขนส่ง หมวกกันน็อค ฯลฯ ในขณะที่ประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมากมาย ลดก็าซโลกร้อน ลดไอเสียต่างๆ

ขับรถปิคอัพดีเซลคนเดียวระยะสั้นๆ ตก กิโลเมตรละมากกว่า3บาทแล้ว(เฉพาะค่าเชื้อเพลิง)
ในขณะที่ใข้จักรยานไฟฟ้า กิโลเมตรละ 5 สตางค์ครับ

Admin
ตอบเมื่อ :: 2008-06-10 23:59:03

ขอบคุณ ทีม SILVER CONTROLเป็นอย่างยิ่งที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่



SILVER CONTROL
ตอบเมื่อ :: 2008-06-05 21:37:12

แก้ไขคำผิด ระบบ SOLF START เป็นระบบ SOFT START ครับ

SILVER CONTROL
ตอบเมื่อ :: 2008-06-05 20:06:30

จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบันทางเลือกของยานยนต์ที่ใกล้ตัวและสะดวกที่สุด ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทจักรยานและมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าคงเป็นทางเลือกอันดับแรก ๆ ถึงแม้มีขอบเขตการใช้งานเทียบไม่ได้กับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป แต่เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายต้นทุนพลังงานเพียง 20 สตางค์ต่อกิโลเมตรเท่านั้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจกับยานยนต์ประเภทนี้เป็นจำนวนมาก โดยยานยนต์ประเภทนี้มีข้อด้อยที่สำคัญคือพิสัยระยะการใช้งานเฉลี่ย 40 กิโลเมตรต่อการชาร์ทหนึ่งครั้ง มีความเร็วไม่สูงมากนัก 25-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับจักรยานไฟฟ้า และ50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า มีความคล่องตัวน้อยการออกตัวอืดอาดที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากยานยนต์ชนิดนี้ไม่มีระบบเกียร์ทดที่ต้นกำลัง (HUB MOTOR) เนื่องจากมอเตอร์ชนิดนี้มีแรงบิดสูงมากจึงไม่ต้องการระบบเกียร์ทดที่ต้นกำลัง แต่แรงบิดที่ได้จะมีมากที่สุดที่รอบล้อต่ำมาก ๆ เท่านั้น ดังนั้นการออกตัวของรถจึงต้องค่อย ๆ ไต่ระดับจากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็วสูงสุด แม้มีผู้ใช้พยายามบิดคันเร่งเต็มที่ทันทีทันใดรถก็จะค่อย ๆ ออกตัวเช่นนี้ทุกครั้งไป ทั้งนี้เนื่องจากระบบควบคุมการขับเคลื่อนจะคอยตรวจจับและสั่งการเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อมอเตอร์และกล่องควบคุมเรียกว่าระบบ SOLF START นอกจากนี้ระบบนี้ก็ทำให้การออกตัวของรถนุ่มนวลขึ้นด้วย ตลอดจนช่วยในการประหยัดพลังงานจาก BATTERY ขณะออกตัวไปได้ส่วนหนึ่ง
ระบบ REGENERATIVE BRAKING คือพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าเสมอ REGENERATIVE BRAKING คือ KINETIC ENERGY จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ MOTOR ถูกตัดการทำงานแต่ยังมีความเร็วรอบที่เกิดจากแรงเฉื่อย INERTIA อยู่ช่วงนี้ MOTOR จะทำงานเป็น GENERATOR หรือเครื่องปั่นไฟ โดยมันจะสร้างพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาปริมาณหนึ่งมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ โครงสร้างภายในของ MOTOR ความเร็วรอบและระยะเวลาที่หมุน พลังงานชนิดนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายแต่ส่วนใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าเกือบทุกชนิดจะนำพลังงานนี้มาใช้ในการชะลอความเร็วรถคล้ายกับ ENGINE BRAKE ทุกครั้งที่เบรคระบบควบคุมจะสั่งการให้พลังงานนี้ต่อต้านกับการหมุนของล้อจนทำให้ล้อหยุดลงอย่างรวดเร็ว ประโยชน์ทำให้ระยะเบรกสั้นลงและลดความสึกหรอของผ้าเบรก นอกจากนี้ยังสามารถนำพลังงานนี้กลับมา RECHARGE BATTERY ได้อีก ซึ่งอาจทำให้พลังงานใน BATTERY เพิ่มขึ้นได้ระยะทางในการใช้งานมากขึ้นด้วย
จักรยานและมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าเกือบทั้งหมดในปัจจุบันใช้พลังงานจาก REGENERATIVE BRAKING มาช่วยในการชะลอความเร็วรถเช่นกัน แต่ประโยชน์ที่ได้จากพลังงานนี้เหมาะสมและได้ประโยชน์มากที่สุดมักจะใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางถึงใหญ่และมีน้ำหนักมากเช่น GOLF CART, รถไฟ (ไฟฟ้า) แต่สำหรับจักรยานและมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าซึ่งมีน้ำหนักเบาจะไม่ได้ประโยชน์มากหนัก
เราสามารถทดสอบระบบ REGENERATIVE BRAKING ในจักรยานหรือมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าได้ คือตั้งรถให้ล้อลอยจากพื้นจากนั้นบิดคันเร่งแล้วปล่อยให้ล้อหมุนฟรีด้วยแรงเฉื่อย ทำการบีบก้านเบรกของล้อหน้า จะเห็นว่าล้อด้านหลัง (MOTOR) ชะลอและหยุดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ระบบเบรกด้านหลังไม่ถูกทำงาน
ระบบ INTERLOCK สำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบ SAFETY ทั้ง ACTIVE และ PASSIVE ในจักรยานและมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า
1. เมื่อทำการเบรก ระบบจะทำการตัดการทำงานขับเคลื่อนทันที
2. REGENERATIVE BRAKING ระบบจะนำพลังงานนี้มาช่วยในการชะลอความเร็วของรถในช่วงที่ทำการเบรก
3. UNDERVOLTAGE CUTOFF จะทำการตัดระบบการขับเคลื่อนเมื่อตรวจจับพบว่าระดับ BATTERY VOLTAGE ลดต่ำถึงจุดที่กำหนด
4. OVER CURRENT CUTOFF จะทำการตัดระบบขับเคลื่อนเมื่อตรวจจับพบว่าขณะนั้นมีการ OVER LOAD เกิดขึ้น
5. EQUIPMENT FAIL ระบบจะตรวจจับการทำงานของอุปกรณ์สำคัญ เช่น ตัว SENSOR ที่ล้อและคันเร่งถ้าพบความผิดปกติจะตัดระบบการขับเคลื่อนทันที
สภาวะการหมุนเวียนพลังงานจาก BATTERY ในรถไฟฟ้า
การควบคุมพลังงานจาก BATTERY ของรถไฟฟ้านั้น กล่องควบคุม MOTOR จะคอยตรวจจับระดับ VOLTAGE ขณะ ON LOAD เช่น BATTERY ขนาด 48V.ถ้าวงจรตรวจจับพบว่าระดับ VOLTAGE ถึง 42V.ระบบจะทำการตัดการทำงานในการขับเคลื่อน MOTOR ทันที นั้นคือพลังงานในการใช้งานหมดแล้ว และต้องทำการ RECHARGE BATTERY ใหม่
การ RECHARGE BATTERY โดยเครื่อง CHARGE BATTERY จะมีจุดที่กำหนดว่า BATTERY เต็มและจะทำการตัดระบบทันทีเพื่อมิให้ BATTERY เสียหายจากการ OVER CHARGE ซึ่งเป็นผลให้ BATTERY อายุสั้น โดยจุดที่กำหนดว่า BATTERY เต็มคือระดับของ VOLTAGE อยู่ที่ประมาณ 58-60v. เครื่อง CHARGE BATTERY ที่ใช้กับรถไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป มีความสลับซับซ้อนพอควรเราเรียกว่า SMART CHARGER ซึ่งสามารถควบคุมระดับ VOLTAGE และกระแสให้เหมาะสมกับความต้องการของ BATTERY เพื่อให้การ RECHARGE ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด และสั่งการในการตัดระบบเมื่อ BATTERY เต็มแล้ว
BATTERY สำหรับรถไฟฟ้า ส่วนใหญ่เป็นชนิดตะกั่วกรดที่ปิดผนึกมิดชิด SEALED LEAD ACID หรือ SLA เนื่องจากมีราคาถูกแต่มีน้ำหนักต่อพลังงานมาก BATTERY SEALED LEAD ACID แยกออกเป็นหลายชนิดของเคมีภายใน บางชนิดเคมี ELECTROLYTE เป็นน้ำบางชนิดเป็นเจล ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมของการใช้งาน แต่ไม่ว่าอย่างไรเราเรียกรวม ๆ ว่า SEALED LEAD ACID BATTERY ชนิด MAINTENANCE FREE คือไม่ต้องดูแลรักษาในเรื่องของระดับเคมีภายใน BATTERY ชนิดนี้ยังแยกออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
1. STARTER BATTERY ซึ่งใช้กับรถยนต์ทั่ว ๆ ไป มีวัตถุประสงค์การใช้งานเพื่อ START เครื่องยนต์และ SHARE LOAD กับ GENERATOR ในเครื่องยนต์เท่านั้น เนื่องจากโครงสร้างภายในถูกออกแบบมาให้จ่าย POWER สูง ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 12V. 50AH. ซึ่งในการ START เครื่องยนต์ต้องใช้กระแสสูงถึง 200A เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
2. DEEP CYCLE BATTERY ชนิดนี้ถูกออกแบบโครงสร้างภายในให้มีวัตถุประสงค์จ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานภายใต้ค่า POWER AH. ที่กำหนดเช่น 12V. 20AH. และถ้า MOTOR ตัวหนึ่งต้องการ POWER จาก BATTERY ที่ 12V. 5A. มันจะจ่าย POWER ต่อเนื่องและสม่ำเสมอได้ในเวลาหนึ่ง(มากกว่า 2ชั่วโมง) จนกว่าพลังงานจาก BATTERY จะถูก DISCHARGE ถึงจุด ๆ หนึ่งคือเมื่อ VOLTAGE ตกลงถึง 10.5V. (1.75V./CELLx6) จึงจะถือว่า BATTERY หมดพลังงานเราเรียกจุดนี้ว่า DEEP DISCHARGE ดังนั้น BATTERY ชนิดนี้จึงเหมาะสมใช้งานกับรถไฟฟ้า ซึ่งต้องการพลังงานไฟฟ้าสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเราจะสังเกตเครื่องหมายที่ประทับบนตัว BATTERY มักมีคำว่า DEEP CYCLE BATTERY หรือ BATTERY FOR EV หรือ BATTERY FOR ELECTRIC BICYCLE ข้อดีข้อเสียของ BATTERY ชนิดนี้คือราคาถูก มีน้ำหนักมาก (ENERGY DENSITY) และมี LIFE CYCLE ประมาณ 200 ครั้ง ในสภาวะของ การ CHARGE และ DISCHARGE ถูกต้องตาม SPECT.
ปัญหาที่พบบ่อยในจักรยานและมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า
กล่องควบคุม MOTOR มีอายุการใช้งานไม่ทนทาน BATTERY มีอายุการใช้งานสั้นเกินไป ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองชนิดนี้มีความสำคัญและมีราคาแพง จึงทำให้เป็นข้อวิตกกังวนกับผู้ใช้เสมอและมีส่วนในการพิจารณาตัดสินใจในการเลือกใช้ยานยนต์ชนิดนี้
ปัญหาของกล่องควบคุม MOTOR ปัจจุบันมีราคาถูกลงและสามารถซ่อมได้เป็นส่วนใหญ่ สำหรับปัญหาของ BATTERY นั้นนับว่าเป็นภาระที่หนักสุด เนื่องจากนับวันราคาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ไม่มีโอกาสถูกลงเหมือนสินค้าประเภทอีเลคโทรนิค) และไม่สามารถซ่อมได้ ถ้าปัญหาทั้งสองนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อไรหรือให้ลดน้อยลงก็นับว่ายานยนต์ไฟฟ้านี้เป็นยานยนต์ที่น่าใช้มากที่สุด
ปัญหาจากระบบ BATTERY หลังจากการใช้งานไประยะหนึ่งส่วนใหญ่ภายใน 6 เดือนจะมีอาการผิดปกติจนค่อย ๆ สังเกตได้คือเมื่อชาร์ทไฟเต็มแล้ว (ที่เครื่องชาร์ทจะมีสัญญาณไฟบอกสภาวะการชาร์ทว่า BATTERY เต็มเป็นสีเขียว) เมื่อนำรถไปใช้จะรู้สึกว่า BATTERY หมดเร็วกว่าปกติ หรือบางครั้งสังเกตได้ว่าการชาร์ท BATTERY แต่ละครั้งใช้เวลาไม่นานก็เต็มแล้วและเนื่องจากเครื่องชาร์ทที่ติดมากับรถเกือบทั้งหมดเมื่อตรวจจับได้ว่า BATTERY เต็มแล้วจะตัดระบบการชาร์ทออกทันทีไม่ว่าเราจะทำการชาร์ททิ้งไว้กี่ชั่วโมงก็ตามก็จะไม่มีกระแสไฟเข้าไปในระบบอีก(เป็นอุปกรณ์ชาร์ทไฟชนิด SMART CHARGER ในระดับพอใช้ได้แต่ไม่ให้ผลดีต่อ BATTERY ในระยะยาว)จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อนานเข้าก็จะมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเข้าสภาวะชาร์ทไฟเต็มแล้วใช้งานได้เพียงนิดเดียว ผู้ใช้หลายคนเข้าใจว่านี้คือ การเสื่อมของBATTERYหรือ BATTERYนี้เกิดอาการ MEMORY EFFECT (BATTERY ชนิดนี้ไม่มีปรากฏการณ์ MEMORY EFFECT)และต้องเปลี่ยนใหม่ในที่สุด หรือตั้งข้อสงสัยว่าคงเป็นเพราะคุณภาพของ BATTERYไม่ดีจึงทำให้อายุการใช้งานสั้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ยานยนต์เหล่านี้เสมอ และมีผลกระทบไปถึงความต่อเนื่องของธุรกิจ
วงจรชีวิตของ BATTERY ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานคือการ DISCHARGE (นำพลังงานไฟฟ้าไปใช้) และการ RECHARGE (การชาร์ทไฟเข้า BATTERY) สากลกำหนดให้ใช้ C RATING คือ C RATE CHARGE และ C RATE DISCHARGE ซึ่งค่า C RATE นี้จะมีความสัมพันธ์กับเวลาด้วย รวมถึงมีความสัมพันธ์กับปฏิกิริยาเคมีของ BATTERY โดยตรง ดังนั้นค่า C RATE จึงถูกนำมาใช้ในการกำหนดชี้วัดการใช้งานของ BATTERY (LIFE CYCLE) เช่น BATTERY ขนาด 12V. 10AH.จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับ LOAD 1C RATE หมายความว่า BATTERY ตัวนี้จ่ายกระแสไฟฟ้าที่ 10A.ต่อเนื่องที่ 1ชั่วโมง หรือ 0.5C RATE หมายความว่า BATTERY ตัวนี้จ่ายกระแสไฟฟ้าที่ 5A.ที่ 2ชั่วโมง หรือ 0.1C RATE หมายความว่า BATTERY ตัวนี้จ่ายกระแสไฟฟ้าที่ 1A.ที่ 10ชั่วโมง เป็นต้น ในการชาร์ทไฟกลับก็เช่นเดียวกันคือชาร์ทไฟให้กับ BATTERY ขนาด 12V. 20AH.ที่ 1C RATE หมายความว่า จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้า BATTERY ที่ 20A.เป็นเวลา1 ชั่วโมง หรือ 0.5C RATE หมายความว่า จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้า BATTERY ที่ 10A.เป็นเวลา2 ชั่วโมง หรือ 0.1C RATEหมายความว่า จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้า BATTERY ที่ 2A.เป็นเวลา10 ชั่วโมง เป็นต้น ในการชาร์ท BATTERY ที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดและนิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้คือการชาร์ทที่ 0.1ถึง0.2 C RATE ซึ่งค่าดังกล่าวจะให้ประสิทธิภาพในการชาร์ทไฟกลับดีที่สุด และไม่ทำให้ BATTERY อายุสั้นลง
ในการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ BATTERY เรามักได้ยินคำว่าหรือได้รับคำแนะนำว่าต้องชาร์ท 2ชั่วโมงบ้าง 4-6ชั่วโมงบ้าง ความหมายเหล่านี้ก็ถูกอ้างอิงมาจากค่า C RATE นั้นเอง โดยทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับ OUTPUT RATING ที่เครื่องชาร์ทของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ และสัมพันธ์กับ AH.ของ BATTERY เช่น BATTERY ขนาด 12V. 10AH. ถูกกำหนดให้ชาร์ทตามมาตรฐานที่0.2C RATE นั้นคือ OUTPUT RATING ของเครื่องชาร์ทเท่ากับ2A.และใช้เวลาในการชาร์ท 5ชั่วโมง สำหรับกรณีที่ BATTERY หมดไฟแล้ว และถ้ากรณีการชาร์ท BATTERY ที่ยังมีไฟเหลืออยู่เวลาในการชาร์ทอาจน้อยกว่านี้
BATTERY ที่ใช้งานมาระยะหนึ่งสภาวะทางปฏิกิริยาเคมีจะเปลี่ยนไป เช่น สภาพของแผ่นธาตุมีการจับตัวของ SULFER เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการชาร์ทไฟในการใช้งานปกติจึงไม่สามารถทำลายการจับตัวของ SULFER ได้หมด และเมื่อเวลาเพิ่มขึ้นจึงเปรียบเสมือนว่าชาร์ทไฟแล้วไม่เต็มและนำมาซึ่งความเสื่อมของ BATTERY ในที่สุด ในข้อปฏิบัติทางทฤษฎีกำหนดให้ต้องเปลี่ยน RATING ทาง POWER ของการชาร์ท ใหม่ เป็นต้นว่า เพิ่ม VOLTAGE และเวลาในการชาร์ทเพิ่มขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปไม่สามารถทำได้ เราจึงพบกับปัญหาการทำงานของ BATTERY มักเสื่อมเร็วกว่าปกติ วิธีการแก้ปัญหานี้ถ้าสามารถทำได้ให้นำ BATTERY ไปทำการชาร์ทที่ร้านทำธุรกิจเกี่ยวกับ BATTERY อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรืออีกวิธีหนึ่งหลังจากการใช้รถให้ทำการชาร์ท BATTERY ในทันทีทุกครั้งไม่ว่าระดับไฟใน BATTERY จะเหลืออยู่เท่าไรก็ตาม
ด้วยความปรารถนาดีจากทีม SILVER CONTROL


1

เกี่ยวกับเรา 

 

หลายปีมานี้พวกเรา ชาวโลก ต่างก็แผชิญสิ่งท้าทายมากมายด้วยกัน  มากน้อยต่างกันไปตามสถานที่  เช่น  ปัญหาการลดลงอย่างรวดเร็วของทรัพยากรธรรมชาติ  ปัญหาการเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อม 

ที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง   และภาวะโลกร้อน  อันเป็นปัจจัยหนึ่งทีทำให้ เกิดความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศ เป็นต้น

 

เราเป็นกลุ่มวิศวกรไทย  ได้ติดตามผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งท้าทายดังกล่าวข้างต้น  แนวทางและมาตรการในการแก้ไข  หรือ  ลดความรุนแรงของปัญหาข้างต้น มาตลอด

 

หนึ่งในมาตรการที่น่าจะทำได้ง่ายคือ  รณรงค์ให้มีการใช้พลังงานสะอาด  และการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยตรง  เช่นพลังงานชีวภาพ  ลม  แสงอาทิตย์ หรือใช้ผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอซซิล   แล้วใช้ มอเตอร์ไฟฟ้า ทดแทน หรือใช้ร่วมกับ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 

 

ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องใหม่  หลายสิบปีก่อน คนกรุงเทพฯมี รถรางไฟฟ้า ใช้  คนออสเตรเลียมี รถบัสไฟฟ้า ใช้   Ford Motor (ที่มีlee Iacocca เป็นประธาน ขณะนั้น) ผลิต รถยนต์ไฟฟ้า  แต่ไม่เป็นที่นิยม  เนื่องจากยังมีข้อจำกัดหลายประการ  แต่วันนี้ประธาน Ford คนนั้นได้ก่อตั้ง EV Global เพื่อการวิจัยและพัฒนา ยานยนต์ไฟฟ้า  และเป็นผู้สนันสนุนอย่างหนักแน่นให้มีการใช้   จักรยานไฟฟ้า / รถจักรยานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางระยะสั้น


จักรยานไฟฟ้า / รถจักรยานไฟฟ้า  ถือว่าเป็นยานยนต์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินทางระยะไม่ไกลนัก  เพราะ ไม่มีไอเสีย  เงียบ  น้ำหนักเบา ความเร็วไม่สูง ปลอดภัย  ราคาไม่แพง  ไม่ถูกบังคับให้จดทะเบียนขนส่งและสวมหมวกกันน๊อค   ประหยัด (20 กิโลเมตรใช้ไฟฟ้า 1 บาท) 

 

นอกจาก จักรยานไฟฟ้า / รถจักรยานไฟฟ้า แล้วเราได้ออกแบบและผลิต ยานยนต์ไฟฟ้า ขนาดเล็ก อื่นๆอีก เช่น รถกอล์ฟ โกคาร์ท รถเข็นตัดหญ้า ที่เหมาะกับการใช้งานบางประเภท ในราคาที่ต่ำเป็นพิเศษโดยไม่ลดคุณภาพ 

 

รถกอล์ฟไฟฟ้าใหม่ 1ที่นั่งเริ่มที่45000บาท ในขณะที่ที่อื่น 180000สำหรับที่ใช้แล้ว2ที่นั่ง  นอกจากน้นยังมีแผง โซล่าร์ เซลล์ให้เลือกเพิ่มสำหรับ รถกอล์ฟ ด้วย