|
ข้อปฏิบัติและการดูแลรักษาหลังการติดตั้ง ฟิล์มกรองแสง
1. ห้ามเลื่อนกระจกขึ้น-ลงเป็นเวลา 7 วันหลังจากติดตั้ง ฟิล์ม เพื่อให ้ฟิล์มแห้งสนิท ระยะเวลาที่ฟิล์มแห้งสนิท อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของ ฟิล์ม ที่ติดตั้ง อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ และชนิดของกระจก คราบความชื้น,คราบกาว ฟองอากาศ ที่อยู่ระหว่างกระจกกับฟิล์ม อาจเกิดขึ้นได้ในระยะเวลานี้ แต่จะแห้งและหายหมดไปเอง
2. หลีกเลี่ยงการเช็ดหรือทำความสะอาดฟิล์ม เป็นระยะเวลา 30 วัน ถ้าหากจำเป็นต้องทำความสะอาด ควรทำการเช็ดกระจกด้วยผ้านุ่มๆ ด้วยน้ำอุ่นหรือสบู่อย่างอ่อน อาจจะใช้ควบคู่ ได้กับน้ำยาทำความสะอาด ฟิล์ม ชนิดที่มีซิลิโคนเป็นส่วนผสม
3. ห้ามเช็ด ฟิล์ม ด้วย ผ้าหยาบ สก็อตไบรท์ แปรงชนิดต่างๆ และน้ำยาเช็ดกระจกที่มี แอมโมเนีย เป็นส่วนประกอบโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สารป้องกันรอยขีดข่วนที่เคลือบอยู่บนผิวฟิล์มเสียหายได้
4. ก่อนเช็ดทำความสะอาดทุกครั้งควรตรวจสอบเสมอว่าในผ้าหรือทิชชูใดๆ ที่ใช้ไม่มีผงฝุ่นหรือเม็ดทรายในผ้า เพราะจะทำให้ผิวฟิล์ม เสียหายได้
ฟิล์มกรองแสงทำมาจากอะไร?
ฟิล์มเป็นพลาสติกชนิดโพลีเอสเตอร์ชนิดหนึ่งแต่แตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีการผลิต
ฟิล์มดำ ฟิล์มปรอทแตกต่างกันอย่างไร?
ฟิล์มดำ มักใช้เป็นฟิล์มแถม ราคาถูก เนื้อฟิล์มบาง กรองแสงและลดความร้อนได้ตามความเข้มในส่วน
ที่ตามองเห็นเท่านั้น ส่วนรังสีอินฟาเรด (IR) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เราร้อนนั้นทะลุผ่านได้ถึง 90% เราจึงร้อน
ฟิล์มปรอท หรือฟิล์มลดความร้อน เป็นฟิล์มที่มีชั้นโลหะเคลือบอยู่ภายใน เช่น อลูมินัม นิเกิ้ล ฯลฯ
ชั้นฟิล์มจึงหนากว่า สะท้อนความร้อนได้มากกว่า และยังมีความสวยงามเนื่องจากคุณสมบัติของโลหะ มีความเงาในตัว
ส่วนรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตที่มีอันตรายต่อผิวหนัง อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้าและมะเร็งผิวหนัง ตลอดจนทำให้สิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ มีสีซีดจางและแห้งกรอบนั้น มีเพียง 3 % ซึ่งฟิล์มกรองแสงโดยทั่วไปป้องกันได้เกือบหมดอยู่แล้ว
ฉะนั้นในการพิจารณาว่าฟิล์มใดลดความร้อนจากแสงแดด (Total Solar Energy Rejected) ได้มากหรือน้อย จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบโดยรวมข้างต้นด้วย
ข้อควรปฎิบัติในการดูแลรักษาฟิล์มกรองแสง และ ฟิล์ม
1. ห้ามเลื่อนกระจกขึ้น - ลง หรือ เช็ด ถูฟิล์ม ภายใน 7 วัน หลังจากติดตั้ง เนื่องจากฟิล์มยังมีความชื้น
ซึ่งจะระเหยหมดไปเอง
2. หากมีปัญหาอื่นใด เช่น มีฟองอากาศ หรือ ฟิล์มอ้า ฯลฯ ให้รีบติดต่อศูนย์บริการภายในระยะเวลารับประกัน
3. ในการทำความสะอาดฟิล์ม ควรใช้ผ้าสะอาด ผ้านุ่มหรือฟองน้ำ ร่วมกับน้ำยาทำความสะอาดฟิล์ม เพื่อกำจัดคราบมัน
4. ห้ามใช้น้ำยาเช็ดกระจกหรือสารเคมีที่มีส่วนประกอบของแอมโมเนีย (NH4) เพราะอาจทำให้ ชั้นกันรอยของฟิล์มเสียหายได้
มู่ลี่อลูมิเนียมจะมีการใช้งานที่คงทนกว่ามู่ลี่ที่ทำด้วยพลาสติก
เพราะฉะนั้นควรเลือกซื้อมู่ลี่ที่ทำจากอลูมิเนียมเพราะ มู่ลี่พลาสติกมีระยะการใช้งานสั้น เมื่อใช้ไปนานๆ
พลาสติกจะเกิดการกรอบ งอ และเกิดการแตก ซึ่งผลจากความร้อน แสงแดด รวมถึงการทำความสะอาด
จะทำได้ยากกว่ามู่ลี่อลูมิเนียม ขณะนี้เรามีผลิตภัณฑ์มู่ลี่ คุณภาพดีที่ทำจากวัสดุหลายแบบ
ให้ท่านได้เลือกใช้ในราคาถูกอีกด้วย
เหมาะสำหรับบ้านและอาคารสำนักงาน (ส่วนใหญ่จะใช้ในสำนักงานเป็นส่วนมาก) เรียบง่ายราคาไม่แพง
มักติดตั้งบนกระจกขนาดไม่กว้างมากนัก ถ้ากว้างมากมักจะต่อ 2 - 3 ชุด หรือใช้เป็นม่านปรับแสงแนวตั้งไปเลย
มู่ลี่ เป็นม่านปรับแสงตามแนวนอน มักจะติดตามหน้าต่าง ทำด้วยอลูมิเนี่ยม มีขนาดความกว้างของใบ (Slat)
ตั้งแต่ 16 มม. 25 มม. 50 มม. ถ้าเป็นหน้าต่างขนาดเล็ก ก็ควรใช้ขนาดใบที่เล็กเช่น 16 มม.
ถ้าหน้าต่างกว้างมากก็อาจใช้ 50 มม. แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ใช้เพราะบางคนไม่ชอบมู่ลี่ใบใหญ่
เป็นต้น ความหนาของใบ วัดเป็นมิลลิเมตร (มม.) เช่นกัน มองด้วยตาเปล่าจะดูไม่รู้ เพราะว่าบางมากมู่ลี่อลูมิเนี่ยม
โดยทั่วไป จะมีความหนา 18 มม. ซึ่งถ้าเช็ดทำความสะอาดไม่ดี อาจทำให้ใบงอหรือพับได้ จะทำให้ขาดความสวยงาม
ในทันทีจุดเด่นมู่ลี่ของเรา คือมีให้เลือกความหนาทั้ง 18 มม. และหนาพิเศษ 21 มม.ซึ่งมีอยู่ยี่ห้อเดียวที่ผลิตอยู่ในขณะนี้
ใบจะงอหรือพับได้ยากกว่า มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และมีสีให้เลือกมากกว่าด้วย ใบอลูมิเนียม สามารถทนทานต่อ
ความร้อน และแสงอาทิตย์ จะไม่มีความสูญเสียของรูปทรง เมื่อเกิดความร้อน อายุการใช้งานนานมาก ส่วนใหญ่จะนิยม
ใช้กันภายในสำนักงานหรือภายในห้องครัวเนื่องจากมีแผ่นเป็นอลูมิเนียมสามารถดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย
เพียงแค่นำผ้าชุบน้ำไปเช็ดก็สะอาดแล้ว ไม่เป็นที่จับฝังตัวของฝุ่นเหมือนผ้า
การทดสอบฟิล์มกรองแสง
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศหรือบ้านเรา ไม่ค่อยจะมีความรู้ความเข้าใจแท้จริง เกี่ยวกับคุณสมบัติของฟิล์มกรองแสง ประกอบกับผู้ประกอบการส่วนมากไม่ค่อยจะสนใจเรื่องเกี่ยวกับการให้มาตรฐานที่ถูกต้องแท้จริง ในคุณลักษณะสินค้าฟิล์มกรองแสงกับผู้บริโภค
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประเทศเราไม่มีกฎหมายหรือมาตรฐานที่เป็นทางการ ที่จะเป็นตัวควบคุมการบอกคุณภาพของฟิล์มกรองแสง(Performance Properties of Window Film) ทำให้ผู้ประกอบการ(บางราย) ก็เขียนเอาเองแบบผิดๆถูกๆ จนผู้บริโภคเข้าใจผิด หรืองงจนไม่รู้เรื่องเอาเลย เวลาจะซื้อจะขาย หรือเลือกใช้ ก็มักจะเพียงดูยี่ห้อที่ตัวรู้จัก ราคาถูกบ้าง ของแถมบ้าง เป็นต้น
จริงๆแล้วการที่จะทำให้ผู้บริโภค หรือร้านค้าจำหน่ายติดตั้งเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสงได้รับรู้ถึงคุณสมบัติ เช่น การลดความร้อนรวม(จากแสงแดด), การป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลต, การลดคลื่นความร้อน(infrared) รวมถึงค่าการสะท้อนแสงของแผ่นฟิล์ม ตามที่กำหนดไว้ในข้อมูล คุณสมบัติ(Specification) ที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ากำหนดไว้ก็ดี สามารถที่จะใช้เครื่องมือวัด(Test Meter) วัดแผ่นฟิล์มกรองแสง(ก่อนติดตั้ง) หรือวัดแผ่นฟิล์มรวมกระจก หลังการติดตั้งกับรถ,อาคาร ได้อย่างไม่ยากเย็น ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่า ได้สินค้าที่มีคุณสมบัติดีจริงตามที่ต้องการ และยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวัดเปรียบเทียบกับสินค้าแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อได้
ก่อนที่จะเข้าสู้รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆตลอดจนวิธีการอ่านค่า ผมขอบอกกล่าวถึงพื้นฐานคุณสมบัติของฟิล์มกรองแสง ว่าเข้าจะดูค่าอะไร? เพราะอะไร? มาเริ่มกันเลยครับ
วัตถุประสงค์สำคัญของการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสง มี 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด รวมถึงการลดแสงจ้า รังสียูวี(Solar Control) โดยจะพิจารณาคุณสมบัติของการควบคุมคลื่นรังสีต่างๆของแสงแดด
เพื่อป้องกันกระจกแตก กระจกหลุดร่วงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ(Safety & Security) โดยคุณสมบัติหลักจะดูคุณภาพของความทนทานของเนื้อฟิล์ม,การยึดติดกับกระจก เรียกรวมๆว่าคุณสมบัติด้านฟิสิกส์(Physical Properties)
บางครั้งผู้บริโภคก็มีวัตถุประสองทั้ง 2 ส่วนรวมกันก็ได้ การที่จะดูคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ ข้อแรก สามารถใช้เครื่องมือจากห้องปฏิบัติการ(Laboratory) ซึ่งอันนี้ต้องให้สถาบันและผู้เชี่ยวชาญทำการทดสอบให้ตามมาตรฐาน(Standard Method) กำหนดไว้ และปัจจุบันก็มีเครื่องมือทดสอบลำดับ Commercialหรือ Personal Use ได้แล้ว แต่ใน คุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ข้อ 2 ปัจจุบันสามารถทำการทดสอบจากห้องปฏิบัติการ(Lab) เท่านั้น
ในส่วนของคุณสมบัติการลดความร้อน,รังสียูวี,รังสีอินฟราเรด และการสะท้อนแสงของแผ่นฟิล์มนั้น ในระดับการทดสอบของร้านค้าที่ให้บริหาร หรือบุคคลก็มีเครื่องมือทดสอบ ทั้งที่ได้มาตรฐาน และยังไม่ได้มาตรฐาน แต่ก็พอที่จะใช้งานได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ค่อยที่จะเป็นที่แพร่หลายนักในประเทศที่ยังไม่ค่อยพัฒนาตามที่กล่าวข้างต้น
ระดับการทดสอบคุณสมบัติของฟิล์มกรองแสง และฟิล์มประเภทอื่นๆ โดยทั่วไปทำกัน 2 ระดับ คือ
ระดับทอดสอบทางห้องปฏิบัติการ(Laboratory Test):
การทดสอบในระดับนี้ สามารถทำได้กับทุกคุณสมบัติของแผ่นฟิล์มทั้งทางด้านแสง (Optical Properties) และด้านกายภาพ (Physical Properties) ด้วยมาตรฐานและวิธีการทดสอบตามสถาบันต่างๆ เช่น ASTM,JIS,ANSI เบื้องต้นการทดสอบก็จะทำในกลุ่มของโรงงานผู้ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งห้องแลบที่อยู่ในประเทศไทย เช่น กรมวิทยาศาสตร์บริการ(กระทรวงวิทยาศาสตร์) หน่วยงานทดสอบของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เป็นต้น หรือตามห้องแลยที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เช่น PSB LAB ประเทศสิงคโปร์,Intertek Testing Service ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อทดสอบจนได้ผลแล้วผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการก้สามารถนำมาใช้อ้างอิงกับสินค้ารายการนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามสินค้าที่ผลิตออกมาจะได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้ในการทดสอบหรือไม่ ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของการผลิตและการควบคุมคุณภาพการผลิต(QC) ของโรงงานนั้นๆเป็นสำคัญ
ระดับทดสอบของผู้ประกอบการ(Commercial Test):
การทดสอบในระดับนี้ สามารถทำได้โดยผู้นำเข้า,ผู้ให้บริการ,ผู้จัดจำหน่ายก็ได้ โดยใช้เครื่องทดสอบ(Meter) ตามทที่ผู้เชี่ยวชาญของการผลิตเครื่องได้สร้างขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามเครื่องมือที่จะนำมาทดสอบคุณสมบัติได้ทุกตัว และเครื่องมือทอดสอบจะต้องเป็นเครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการวัดที่ถูกต้อง หรือผ่านการสอบเทียบ(Calibration) กับหน่วยงานหรือราชการที่เชื่อถือได้เสียก่อนจึงจะเป็นการดี ในระดับนี้ ปัจจุบันมีเครื่องมือทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสงให้เลือกใช้กันอย่าพอสมควร เช่น การทดสอบค่าการผ่านของแสงสว่าง(Visible Light Transmittion) ค่าการผ่านของรังสีอุลตร้าไวโอเลต(Ultra Violet Trasmittion) ค่าการผ่านของคลื่นรังสีอิฟราเรด(Infrared Light Transmittion) ค่าการสะท้อนของแสง (Visible Light Reflectance) หรือบางเครื่องก็มีความสามารถในการวัค่าของแสงที่ผิวฟิล์มได้ทั้งหมด เรียกว่า Photometer
|